ต้อหิน

ต้อหิน

ต้อหิน 
•    ต้อหินเป็นโรคที่มีการเสื่อมของขั้วประสาทตา
•    ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ ความดันตาที่สูงขึ้นจนมีการทำลายประสาทตา ค่าความดันตาปกติจะอยู่ในระดับ 5-22 มิลลิเมตรปรอท เมื่อใดที่ ความดันตาที่สูงกว่า 22 มิลลิเมตรปรอท ก็จะส่งผลทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น
•    ต้อหินเป็นหนึ่งในโรคที่เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตาบอดที่เกิดขึ้นทั่วโลก
•    หากปล่อยปละโรคนี้ไว้ ทำการรักษาไม่ทันอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ในที่สุด

 

กลไกการเกิดต้อหิน

•    ในลูกตาส่วนหน้ามีการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา (aqueous humor) ซึ่งถูกสร้างจากอวัยวะภายในลูกตาที่เรียกว่า ciliary body ไหลเวียนผ่านช่องระหว่างม่านตาและเลนส์ตาสู่ช่องหน้าลูกตา และไหลเวียนออกจากลูกตาทาง trabecular meshwork 
•    โรคต้อหิน เกิดขึ้นโดยมีความผิดปกติของการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา ทำให้ความดันตาสูงขึ้นจนเกิดการทำลายประสาทตาในที่สุด
อาการของต้อหิน
•    ไม่มีอาการเตือนใดๆในระยะแรก 
•    การสูญเสียการมองเห็นมักเริ่มที่ขอบนอกของลานสายตา อันได้แก่ลักษณะการมองเห็นด้านข้าง ส่วนตรงกลางยังเห็นชัด
•    จากนั้นลานสายตาในการมองจะแคบลงแบบช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป ผู้ป่วยจึงมักไม่รู้ตัวถึงความผิดปรกติที่เกิดขึ้น
•    กว่าจะรู้สึกตัวนั้น มักพบว่าลานสายตาได้ถูกทำลายไปมากแล้ว

ปัจจัยเสี่ยงของต้อหิน
•    เชื้อชาติ โดยคนเชื้อชาติแอฟริกันอเมริกันจะพบต้อหินสูงกว่าคนผิวขาวถึง 6-8 เท่า 
•    คนเชื้อชาติเอเชียจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินมุมปิด
•    อายุมากกว่า 40 ปี
•    มีประวัติครอบครัวเป็นโรคต้อหิน
•    ตรวจพบความดันตาสูง
•    เคยมีอุบัติเหตุเกี่ยวกับดวงตา
•    การใช้ยาสเตียรอยด์
•    ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อาทิ สายตายาวหรือสั้นมาก กระจกตาบาง โรคเบาหวาน ไมเกรน
•    

ต้อหินประเภทต่างๆ 
•    ต้อหินมุมเปิด (primary open angle glaucoma) พบได้บ่อยกว่าต้อหินประเภทอื่น มีสาเหตุจากการอุดตันของ trabecular meshwork ทำให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาไม่สามารถไหลเวียนออกได้ตามปกติ จนเกิดความดันตาสูงและ ทำให้ประสาทตาถูกทำลายในที่สุด 
อาการ: 
•    ผู้ป่วยส่วนมากไม่มีอาการแสดงในระยะแรก ซึ่งส่งผลให้ไม่ตระหนักถึงสภาวะการเป็นต้อเห็น และเมื่อไม่ได้รับการรักษาในระยะเริ่มต้นนี้ จะส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างช้าๆ โดยเริ่มจากด้านข้างและนำไปสู่การตาบอดในที่สุด 
•    ต้อหินมุมเปิด มักสามารถควบคุมได้ด้วยยาหากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก

•    ต้อหินมุมเปิดที่มีความดันตาปกติ (normal-tension glaucoma) ในผู้ป่วยบางรายอาจพบการเกิดต้อหินโดยที่มีความดันตาของผู้ป่วยต่ำกว่า 22 มิลลิเมตรปรอท โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่
o    มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหินชนิดความดันตาปกติ
o    เชื้อชาติญี่ปุ่น
o    มีประวัติโรคหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด มีภาวะเส้นเลือดหดตัวง่าย ความดันโลหิตต่ำในช่วงกลางคืน มีภาวะเลือดหนืด มีอาการไมเกรน หรือโรคทางระบบภูมิคุ้มกันบางชนิด

•    ต้อหินมุมปิด (angle-closure glaucoma) พบได้น้อยกว่าต้อหินมุมเปิด สาเหตุเกิดจากการที่มุมตาถูกม่านตาปิดกั้น ส่งผลให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาไม่สามารถไหลเวียนออกได้ปกติ เกิดความดันตาสูงตามมา

    อาการ: ต้อหินมุมปิดมีอาการแสดงได้แตกต่างกัน ดังนี้
    แบบเฉียบพลัน ผู้ป่วยต้อหินมุมปิดแบบเฉียบพลัน ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อย่างฉุกเฉิน เพราะความดันตาจะขึ้นสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะ ปวดตา รุนแรงเฉียบพลัน ตาแดง น้ำตาไหล สู้แสงไม่ได้ เห็นแสงสีรุ้งรอบแสงไฟ และมีอาการคลื่นไส้อาเจียน
    ต้อหินมุมปิดกึ่งเฉียบพลัน ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการน้อย มีอาการเป็นๆ หายๆ อาจมีแค่อาการปวดศีรษะ ซึ่งทำให้วินิจฉัยโรคค่อนข้างยากหากไม่ได้รับการตรวจตา
    ต้อหินมุมปิดเรื้อรัง ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักไม่แสดงอาการในระยะแรก การดำเนินโรคเป็นไปอย่างช้าๆ จนสังเกตุได้ยาก
 
•    ต้อหินแต่กำเนิด (congenital glaucoma)  พบในทารกหรือเด็ก ซึ่งอาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ต้อหินประเภทนี้จะพบได้น้อย แต่อาการมักค่อนข้างรุนแรง ควบคุมโรคได้ยาก หากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกมักจะตาบอด 
•    ต้อหินทุติยภูมิ (secondary glaucoma) ต้อหินกลุ่มนี้มักเกิดโดยสัมพันธ์จากโรคทางตาอื่นๆ หรือโรคทางร่างกาย เช่น เคยมีอุบัติเหตุการกระแทกบริเวณดวงตา เนื้องอกในตา หรือเบาหวานขึ้นตามาก รวมไปถึงมีการใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ทั้งนี้การรักษาขึ้นกับสาเหตุที่ทำให้เกิดความดันตาสูง
•    ภาวะสงสัยต้อหิน (glaucoma suspect) ในบางรายอาจพบประสาทตาหรือลานสายตาที่คล้ายคลึงกับคนเป็นโรคต้อหิน โดยมีความดันตาปกติ ซึ่งกลุ่มนี้ต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด

  
ต้อหินเฉียบพลัน โรคอันตรายที่ต้องรับการรักษาทันที
ต้อหินเฉียบพลัน เป็นภาวะที่มีความดันตาสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยฉุกเฉิน เพราะความดันตาจะขึ้นสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะ ปวดตา รุนแรงเฉียบพลัน ตาแดง น้ำตาไหล สู้แสงไม่ได้ เห็นแสงสีรุ้งรอบแสงไฟ และมีอาการคลื่นไส้อาเจียน


การรักษาโรคต้อหิน
การรักษาโรคต้อหินมีเป้าหมายเพื่อประคับประคองไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายมากขึ้นและเพื่อให้การมองเห็นที่มีคงอยู่นานที่สุด โดยการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย สำหรับทางเลือกในการรักษาในปัจจุบันมีอยู่ 3 วิธีหลัก ได้แก่ การรักษาด้วยยา (ต้องหยอดยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง) การใช้เลเซอร์ และการผ่าตัด

ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องติดตามการรักษาเป็นระยะๆ ตามแพทย์นัด เพื่อประเมินผลการรักษา การดำเนินโรค และผลข้างเคียงจากการรักษา