ปวดหลัง

ปวดหลัง

หลังของเราประกอบด้วย

 

1.     กล้ามเนื้อหลัง จะยึดติดอยู่กับกระดูกสันหลัง โดยมีเส้นเอ็นที่ยึดกระดูกแต่ละชิ้นเข้าไว้ด้วยกัน

 

2.     เส้นประสาทไขสันหลัง ในช่องโพรงกระดูกสันหลังนั้น มีเส้นประสาทไขสันหลังจำนวน 31 คู่ โดยจะทำหน้าที่รับความรู้สึกและสั่งงานไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย

 

3.     กระดูกสันหลัง เป็นกระดูกแกนกลางที่สำคัญของร่างกายในการรองรับน้ำหนักตัว กระดูกสันหลังมีลักษณะเป็นปล้องๆ ตั้งแต่คอถึงเอว โดยจะเรียกตำแหน่งตามตัวเลข ดังนี้

·         ส่วนคอ (cervical spine) ประกอบด้วยกระดูก 7 ชิ้น (คือท่อน C1-C7 ตามภาพประกอบ)

·         ส่วนอก (thoracic spine) ประกอบด้วยกระดูก 12 ชิ้น (คือท่อน T1-T12 ตามภาพประกอบ)

·         ส่วนเอว (lumbar spine) ประกอบด้วยกระดูก 5 ชิ้น (คือท่อน  L1-L5 ตามภาพประกอบ) ส่วนนี้เป็นส่วนที่เจออาการปวดบ่อยที่สุด เพราะส่วนนี้เป็นส่วนที่รองรับน้ำหนักของร่างกายส่วนบน

·         ส่วนกระเบนเหน็บ (sacral spine) ประกอบด้วยกระดูก 5 ชิ้น (คือท่อน S1-S5 ตามภาพประกอบ) ซึ่งทรวมเป็นชิ้นเดียว เรียกว่ากระดูกก้นกบ

 


กระดูกสันหลังแต่ละชิ้นเชื่อมต่อกันโดยมี ข้อต่อกระดูกสันหลัง ซึ่ง ข้อต่อกระดูกสันหลังนี้ มี 2 ข้าง คือซ้ายและขวา มีหน้าที่ช่วยให้กระดูกสันหลังเคลื่อนไหวได้  โดยระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละชิ้นจะมีหมอนรองกระดูกสันหลังคั่นอยู่ ภายในหมอนรองกระดูกมีลักษณะคล้ายเจลลี ดังนั้นหากหมอนรองกระดูกเกิดการฉีกขาดและส่วนชั้นในเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท ก็จะทำให้เกิดอาการปวดตามมาได้  

 

 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง

  • อายุ อาการปวดหลังเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย ทั้งในเด็ก, หนุ่มสาววัยทำงาน และผู้สูงอายุ
  • การทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้กล้ามเนื้อยกของ ออกแรงใช้แรงผลักหรือดึง ซึ่งทำให้กระดูกสันหลังบิด รวมไปถึงคนทำงานอยู่กับโต๊ะเป็นเวลานานโดยอิริยาบถไม่ถูกต้องก็เป็นสาเหตุให้ปวดหลังได้ 
  • การขาดการออกกำลังกาย ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะทำให้กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังแข็งแรง สามารถรองรับกระดูกสันหลังได้ดีขึ้น ดังนั้นหากไม่ออกกำลังกายเป็นประจำ กล้ามเนื้อดังกล่าวย่อมไม่แข็งแรงและไม่สามารถรองรับกระดูกสันหลังได้ดีเท่า
  • น้ำหนักตัวมากเกินไป ทำให้กระดูกสันหลังต้องรับน้ำหนักมาก เกิดความเสื่อมได้มากขึ้น และความอ้วนทำให้สมดุลของร่างกายเสียไป
  • โรคบางชนิด เช่น ข้ออักเสบ เนื้องอกบางชนิด

 

สาเหตุของอาการปวดหลัง

เกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง หรือพยาธิสภาพของกระดูกสันหลังเอง อย่างไรก็ตามสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจาก

  • เกิดจากการบาดเจ็บบริเวณหลัง อาจจะเกิดจากอุบัติเหตุหรือแม้กระทั่งการเล่นกีฬาบางประเภท การบาดเจ็บอาจเกิดจากการกระแทกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อกระดูกสันหลัง
  • จากท่าทาง การเคลื่อนไหวร่างกาย และการใช้งานหลังที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานาน การปวดหลังจากสาเหตุนี้จะพบได้บ่อยในคนวัยทำงาน ที่ต้องทำงานนั่งโต๊ะนานๆ การนั่งด้วยท่าทางที่ไม่ถูกสุขนิสัย เช่นการนั่ง ไหล่ห่อ งอหลัง และก้มคอเข้าหาจอคอมพิวเตอร์ หรือการยกของโดยใช้การก้มโน้มหลัง ซึ่งมีผลให้น้ำหนักทั้งหมดจะกดลงไปที่กระดูกสันหลังส่วนที่กำลังโค้งมากที่สุด
  • จากความผิดปกติของกระดูกสันหลังแต่กำเนิด อาทิเช่น จากสาเหตุที่กระดูกสันหลังคด หรือ จำนวนกระดูกสันหลังมีมากหรือน้อยผิดปกติ
  • จากสภาวะที่เกิดจากกระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อ เช่น
    • หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท
    • โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ อันเนื่องมาจากโพรงกระดูกสันหลังมีภาวะแคบลง เนื่องมาจากการที่กระดูกหรือเส้นเอ็นมีความหนาขึ้น ทำให้เส้นประสาทภายในโพรงกระดูกถูกบีบรัดจากกระดูกหรือเส้นเอ็นที่มีการหนาตัวขึ้นนี้
    • กระดูกสันหลังเคลื่อน อันเกิดจากการที่กระดูกสันหลังเสื่อมหรือไม่แข็งแรงดังเดิม ซึ่งภาวะนี้จะทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนได้ และทำให้เกิดอาการปวดหลัง เมื่อมีการขยับ และอาจลุกลามจนมีการปวดร้าวลงขาได้เมื่อมีการกดทับเส้นประสาท
  • โรคอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดร้าวมาที่หลังได้ เช่น โรคไต โรคเกี่ยวกับรังไข่และมดลูก โรคหลอดเลือดโป่งพองในช่องท้อง หรือมะเร็งที่มีการกระจายมายังกระดูกสันหลัง

 

 

อาการปวดหลังที่มักจะพบกัน

  • มีทั้งประเภทอาการปวดเฉพาะที่หลังเพียงอย่างเดียว หรืออาจเกิดร่วมกับอาการปวดร้าวมาที่สะโพกหรือขา
  • อาการปวดขาดังกล่าว จะปวดไปตามบริเวณซึ่งมีผลจากการที่เส้นประสาทเส้นที่ถูกกดทับทำงานอยู่
  • อาการปวดของผู้ป่วยแต่ละราย อาจมีลักษณะที่แตกต่างกันไป บางรายอธิบายอาการว่าเหมือนเป็นเหน็บชา หรือบางรายอาจมีอาการปวดเหมือนโดนมีดแทง บางรายรู้สึกปวดหน่วงและหนักที่ขา

 

สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบมาพบแพทย์ทันที ได้แก่

  • ปวดหลังเรื้อรังติดต่อกันนานเกินกว่า 3 เดือน
  • ปวดเฉียบพลัน และไม่ทุเลาลงเมื่อได้พัก
  • ปวดรุนแรงจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
  • เกิดการปวดหลังจากการได้รับบาดเจ็บหรือหกล้ม
  • ปวดร้าวลงสะโพก ขา จนถึงบริเวณน่องหรือเท้า
  • อาการปวดที่เกิดขึ้นร่วมกับ
    • ขาอ่อนแรง
    • คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้
    • ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้
    • ชาบริเวณขา เท้า หรือรอบทวารหนัก
    • น้ำหนักลดผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ

 

ทางเลือกในการรักษาอาการปวดหลัง

การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดการปวดหลังและระยะเวลาที่เป็น แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยแพทย์จะมุ่งรักษาไปที่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการและพยายามหาวิธีที่ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดน้อยที่สุดก่อน

 

โดยทั่วไปการรักษาจะมีอยู่ 2 วิธีหลัก ได้แก่

  • การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด
    • แบบประคับประคอง วิธีนี้จะใช้ร่วมกันระหว่าง การรับประทานยา การทำกายภาพบำบัด และการนอนพัก ซึ่งมักเป็นวิธีเริ่มต้นในการรักษา ยกเว้นกรณีที่ผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าต้องได้รับการรักษาโดยวิธีอื่น
    • การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงกระดูกสันหลัง เป็นการลดความปวดจากการอักเสบและจะช่วยให้สามารถวินิจฉัยตำแหน่งต้นเหตุของอาการปวดได้ ซึ่งวิธีนี้มักจะทำหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาแบบประคับประคองแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการปวดจากการที่เส้นประสาทโดนรบกวน

การรักษาโดยการผ่าตัด เป็นวิธีการรักษาที่พบว่าผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ชัดเจน เช่น เดินไม่ได้ ควบคุมขาไม่ได้ ขาอ่อนแรง ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ หรือเมื่อทำการรักษาโดยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล