โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
สาเหตุที่สำคัญของการเกิดโรค
1.พันธุกรรม  สำหรับบุคคลที่มีประวัติในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
2.อายุ  อายุที่เพิ่มมากขึ้นเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจากสถิติพบในเพศชายอายุ ตั้งแต่  40  ปี และเพศหญิงตั้งแต่  45ปีขึ้นไป
3. เพศ  จากสถิติพบว่าเพศชายมีโอกาสและปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมากกว่าเพศหญิง
4.การสูบบุหรี่จะเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
5.โรคประจำตัวอื่นๆ  ที่สำคัญได้แก่ 
โรคความดันโลหิตสูง และเบาหวาน การรับประทานอาหาร

อาการที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์
1.อาการเจ็บหน้าอก(Chest Pain)  ทั้งแบบทันทีทันใดหรือเจ็บเป็นๆ หายๆอาการจุกแน่น  อึดอัด ไม่สบายจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ ลักษณะที่เฉพาะคือจะเจ็บแน่นคล้ายของหนักมากดทับ หรือบีบรัด  อาจร้าวไปบริเวณต่าง ๆ เช่น คอ  หัวไหล่หรือแขนด้านซ้าย
2.เหนื่อยขณะออกแรง(Dyspnea)
3.เหนื่อย เพลีย  นอนราบไม่ได้ (Congestive Heart Failure)
4.หมดสติหรือหัวใจหยุดเต้น (Unconscious or Cardiac Arrest)

กลไกลการเกิด Coronary Occlusion
เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจหัวใจ(Coronary Artery) ​จากการแตกของก้อน คลอเลสเตอรอล(Ruptured plaque) ที่ไปเกาะด้านในของผนังหลอดเลือดหัวใจ จากนั้นจะมีเกล็ดเลือด(Platelet) มาเกาะและจะกระตุ้นกลไกลการแข็งตัวของเลือดจนทำให้เกิดลิ้มเลือด(Thrombus) ในหลอดเลือดหัวใจ  ซึ่งลักษณะของการอุดตันจะมี  2 แบบใหญ่ๆ  ได้แก่   การอุดตันทั้งหมดแบบเฉียบพลัน  และการอุดตันเพียงบางส่วน  ซึ่งจะส่งผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและเกิดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจในบริเวณที่หลอดเลือดเส้นที่อุดตันนำเอาเลือดไปเลี้ยง  ทำให้การทำงานของหัวใจล้มเหลวเป็นสาเหตุการเสียชีวิต 



การตรวจวินิจฉัย
1.การซักประวัติตรวจร่างกายอย่างละเอียด
2.การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ  (ECG) และการทำ CXR

ECG

จะเห็นได้ว่ามีการยกขึ้นของ ST Segment ใน II, III, aVFซึ่งเป็นตำแหน่งของ Inferior wall การทำ EKG จะช่วยให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำสูง ตำแหน่งที่มีความผิดปกติของ ST Segment จะช่วยระบุตำแหน่งที่กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด(Ischemia)หรือตำแหน่งกล้ามเนื้อหัวใจตาย(Infarction)ได้อย่างแม่นยำโดย Inferior wall จะพบST Segment ยกในLead  II, III, aVF ,Lateral wallจะพบ ST Segment ยกในLead  I, aVL, V4-V6 ,Anteroseptal wall จะพบ ST Segment ยกในLead  V1-V3 , Anterolateral wall จะพบ ST Segment ยกในLead  V1-V6 , Right ventricular wall จะพบ ST Segment ยกในLead  RV4, RV5และPosteriorwall จะพบR/S ratio >1 in V1 and T wave inversion.

CXR
การทำ CXR เป็นการตรวจที่ง่ายและรวดเร็วมีประโยชน์อย่างมากในการแยกโรคโดยในผู้ป่วย Acute MI ส่วนใหญ่ CXR มักจะปกติ(ตามรูป) แต่ในผู้ป่วยที่เส้นเลือดแดงขนาดใหญ่ (Aorta) มีการเซาะของเลือดเข้าไปในผนังหลอดเลือด(Acute Aortic Dissection)และมีการเซาะย้อนกลับเข้าไปที่จึดออกของหลอดเลือดเลี้ยงหังใจ(Coronary Ostium) บางครั้งจะมีอาการและอาการแสดงเหมือนผู้ป่วย Acute MI ทั่วไปได้แต่ CXR จะผิดปกติแตกต่างกันมาก โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีการกว้างขึ้นของ Mediastinum อย่างมาก(WindeningMediastnum) ตามรูป ซึ่งการให้การรักษาและการตรวจเพิ่มเติมจะแตกต่างจากผู้ป่วย Acute MI อย่างมาก

Acute MI (CXR)


Acute Aortic Dissection Type A(CXR : WindeningMediastnum)

3.การตรวจเลือดเพื่อวัดระดับ Cardiac Enzyme  การเจาะเลือดเพื่อตรวจวัดระดับ Cardiac Enzyme  มีความสำคัญในการยืนยันการวินิจฉัยโรคกล้ามเนท่อหัวใจขาดเลือด  โดยพบว่าตัวที่มีความจะเพาะสูงกับกล้ามเนื้อหัวใจคือ Troponin


4.การตรวจตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ (Echocardiogram) เป็นการตรวจที่ง่ายและไม่ทำให้ผู้ป่วยเจ็บตัวมาก (Non Invasive) การตรวจ ECHO จะได้ข้อมูลทั้งในแง่ของกายวิภาค(Anatomy) ของผนังหัวใจ , ลิ้นหัวใจ (Valve), รูรั่วของผนังหัวใจ นอกจากนั้นยังสามารถประเมินการบีบตัวของหัวใจว่าดีหรือไม่ดีมากน้องเพียงใด และยังใช้ดูปริมาณน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardial effusion)

5.การตรวจด้วย  CT scan ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการไม่ชัดเจน การตรวจด้วยการวิ่งสายพานอาจจะปกติหรือผู้ที่ต้องการตรวชเช็คสุขภาพประจำปี ก็สามารถตรวจเส้นเลือด Coronary ได้ด้วยการทำ CT Coronary Angiography โดยเครื่อง CT ที่มีความเร็วสูงเช่น 64 , 128 , 256 Slices ภาพเส้นเลือดหัวใจที่ได้จะมีความคมชัดสูงมาก และบอกได้อย่างชัดเจนว่าเส้นเลือดตีบมากน้อยเพียงใด โดยความแม่นยำจะขึ้นอยู่กับผลึกแคลเซียมที่เกาะที่เส้นเลือดหัวใจ ในรายที่ไม่มีแคลเซียมเลยระดับความแม่นยำจะสูงมาก แต่ในรายที่มีแคลเซียมปริมาณมากระดับความแม่นยำก็จะต่ำลง และต้องพึงระวังในผู้ป่วยที่แพ้สารทึบแสง หรือผู้ที่กลัวที่แคบ ๆดังนั้นการซักประวัติจึงมีความสำคัญมาก

6.การตรวจด้วยการฉีดสีสวนหลอดเลือดหัวใจ [Coronary Angiogram] การสวนหลอดเลือดหัวใจถือเป็นการตรวจที่สำคัณมาก ๆในการยืนยะนว่าผู้ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โดยจะทำให้ทราวถึงลักษณะทางกายวิภาคของหลอดเลือดหัวใจอย่างละเอียดว่าเส้นเลือดเส้นใดตีบ และตีบมากน้อยเพียงใด ในรายที่มีข้อบ่งชี้ก็สามารถให้การรักษาด้วยการทำบอลลูลหรือใส่ขดลวดเพื่อการรักษาหลอดเลือดที่ตีบได้เลย

CAG


การทำ PCI และใส่ Stent

การผ่าตัดทำทางเบี่ยงเส้นเลือดหัวใจ (CABG : Coronary Artery Bypass Graft) นผู้ป่วยที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและมีเส้นเลือดหังใจตีบที่มีข้อบ่งชี้สำหรับการผ่าตัด เช่น มีจุดตีบจำนวนหลายจุด หรือ LM disease ทางศัลยแพทย์ผ่าตัดหัวใจ(CVT)ก็จะประเมินผู้ป่วยและจะทำการผ่าตัดรักษาโดยการทำผ่าตัด CABG ก็มีหลายเท็คนิคเช่น การผ่าตัดแบบหยุดหัวใจและใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม(On-Pump CABG) ,การผ่าตัดแบบที่หัวใจยังเต้นอยู่และไม่ได้ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม(Off-Pump CABG) , การใช้หลอดเลือดแดงทั้งหมดมาทำเป็น Graft ที่รียกว่า Total Arterialization หรือการผ่าตัดโดยขนาดแผลเล็ก ๆ(Minimally Invasive CABG) และการใช้หุ่นยนต์มาช่วยในการผ่าตัด (Robotic Surgery) โดยการเลือกใช้วิธีใดนั้นก็ขึ้นกับข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดของผู้ป่วยแต่ละราย การทำผ่าตัด On-Pump CABG



การทำผ่าตัด Off-Pump CABG(OPCAB)


การผ่าตัด Minimally Invasive CABG




นัดแพทย์ท่านนี้  คลิก

นพ.ธีระศักดิ์ ศรีเฉลิม